ความเคลื่อนไหวในหลักสูตร
ศิลปะบำบัดมนุษยปรัชญา โมดูล 1
ความเคลื่อนไหว ในหลักสูตรศิลปะบำบัดมนุษยปรัชญา
สำหรับการขยายวิชาชีพ ภายใต้การรับรอง iARTe
โมดูล 1 – ปี พ.ศ. 2568

หลักสูตรศิลปะบำบัดมนุษยปรัชญาเริ่มต้นอีกครั้ง ในรุ่นที่สาม เดือนพฤษภาคม ปี 2568 ณ ๗ Arts Inner Place สตูดิโอศิลปะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ศิลปะบำบัดมนุษยปรัชญา โมดูลแรกจึงเป็นโรงเรียนศิลปะที่ต้อนรับฤดูฝน รายล้อมด้วยธรรมชาติและเพื่อนบ้าน ข้ามเขตรั้วด้านหน้าเข้าไปเป็นสนามหญ้า และสตูดิโอศิลปะสีดิน เดินขึ้นบันไดไม้อันแผ่กว้างจะพบกับห้องเรียนซึ่งเป็นโถงใหญ่สูงสองชั้น สัดส่วนเท่าโบสถ์ มีหน้าต่างสูง เป็นช่องให้แสงธรรมชาติส่อง ลมพัดผ่านเข้าออกห้องได้ บนเพดานมีผ้าย้อมสีธรรมชาติพาดพลิ้วบนราววงกลม มองผ่านหน้าต่างออกไปเห็นธรรมชาติและอุณหภูมิอากาศ บริเวณผนังมีงานศิลปะที่ครูมอสจัดแสดงในนิทรรศการครั้งล่าสุด มีสุนัข 1 ตัว แมว 1 ตัวที่มานั่งมานอนเรียนด้วยบ้าง ในโถงมีบันไดไม้พาขึ้นชั้นสอง สู่ห้องเรียนอีกห้องซึ่งเป็นห้องกระจก พื้นไม้ วิวทุ่งนาและท้องฟ้า ในช่วงพักลงมาที่ศาลาด้านข้าง สายตาทอดไปเห็นดอยหลวงเชียงดาวและสีสันของท้องฟ้า บ้างก็แดดออก บ้างก็ฝนตก สีสันบรรยากาศต่างกันไปตามอากาศในแต่ละวัน



จังหวะของวัน
ตอนเช้าทุกวัน จะเริ่มด้วยบทกวี ร้องเพลง “Yonder come day” ร่วมกันในห้องกระจกชั้นบน ซึ่งมองเห็นทุ่งนา มีต้นไม้ไม่ใหญ่นักอยู่ริมระเบียง มีนกตัวเล็กจิ๋วกำลังทำรัง จึงได้ยินเสียงนกอันไพเราะคลออยู่ตลอดคอร์ส / ต่อด้วยเลคเชอร์ โดยครูพอล / ลงมาโถงใหญ่เป็นเลคเชอร์ โดยครูมอส / ~พักเล็กๆ~ / ทำงานศิลปะ / ~ทานอาหาร~ / เลคเชอร์และทำงานศิลปะ โดยครูมอส / ~พักเล็กๆ~ / ทำงานศิลปะ โดยครูมอส / เลคเชอร์ โดยครูพอล / จบด้วยร้องเพลง “Evening rise” ร่วมกันในตอนเย็น แล้วปิดด้วยบทกวี
การร้องเพลงครูพอลเริ่มจากพาให้พูดตามทีละประโยค สองประโยค จากนั้นใส่ทำนอง โดยแต่ละขั้นทำซ้ำสองสามทีจนครูเห็นว่าทุกคนไปต่อได้ ครูจึงไปขั้นถัดไป พอร้องด้วยกันทั้งเพลงได้แล้ว ก็เริ่มแบ่งกลุ่มให้ร้องประสาน เริ่มจากแบ่ง 2 กลุ่ม แล้วแบ่งเพิ่มเป็น 3-4 กลุ่ม ทำท่าประกอบมีตบตัวตบเท้าบนพื้นไม้บ้าง จนในวันสุดท้ายก็ร้องประสานเสียงกันอย่างไพเราะกลมกล่อมกันงดงามมาก เป็นการเริ่มวันเริ่มคอร์สด้วยความงาม จบด้วยความงาม
เริ่มต้น : รู้จักตัวเองผ่านมนุษยปรัชญา
การเรียนรู้ในคอร์สนี้จะค่อนข้างกว้างและลึกซึ้งมากในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมนุษยปรัชญา แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง ผู้ที่กำลังจะไปเป็นผู้บำบัด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง
‘เราจะรู้จักตัวเองได้อย่างไร’
มนุษยปรัชญานั้นสอนเราในวิธีที่ต่างออกไป เราจำเป็นต้องออกจากหัวไปสู่ผัสสะและความรู้ที่กว้างไกลขึ้นลึกซึ้งขึ้น
‘เราคือใคร’
การจะตอบคำถามนี้ได้ลึกซึ้ง เราจำเป็นต้องออกจากความรู้เดิมๆ แล้วใช้ความรู้สึกสัมผัส อยู่กับธรรมชาติ มองเห็นถึงสีสันอันสวยงาม มีสัตว์พืชพรรณนานาชนิดรายล้อม
เนื้อหาช่วงแรก :
สำรวจและเดินทางไปในมนุษยปรัชญา
เนื้อหาช่วงแรกยังสำรวจและเดินทางไปในมนุษยปรัชญาและความเป็นมา เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ พาขยายออกกว้างขึ้นจากกรอบความคิดเดิม ย้อนมองดูอัตชีวประวัติของตัวเอง ตระหนักถึงภารกิจในชีวิตนี้ และจบวันสุดท้ายด้วยการศึกษาถึงอิสรภาพ ตั้งคำถามว่า “เรามีอิสรภาพที่จะปรับเปลี่ยนชีวิตเราได้ไหม”




รักษาสมดุล
ในส่วนศิลปะการเรียนรู้ตลอดหนึ่งสัปดาห์ แสดงความแตกต่างระหว่างศิลปะและศิลปะบำบัดอันใช้บำบัดรักษาคนที่ไม่สมดุล โดยเน้นไปที่ Willing (ความมุ่งมั่นลงมือทำ) Feeling (ความรู้สึก) Thinking (ความคิด) นับจากนี้ให้สังเกตตัวเองว่าในแต่ละขณะเราใช้อะไรนำ และให้รักษาสมดุลระหว่างสามสิ่งนี้ สิ่งสำคัญคือให้เห็นว่าหากไม่สมดุลจะเป็นอย่างไร อย่าปล่อยให้ส่วนต่างๆ ไม่สมดุล โดย ‘สมดุล’ ไม่ได้หมายความว่าเท่ากัน แต่หมายถึง รักษาให้แต่ละส่วนกำลังดีกับแต่ละงาน สำหรับสิ่งที่ต้องทำในชีวิตประจำวันก็แค่ลงมือทำ เช่น ตื่นนอน กินข้าว ขับถ่าย อาบน้ำ เข้านอน ถ้ามัวแต่คิดก็ไม่ได้ทำสักที บางอย่างก็ต้องใช้ความคิดมากกว่าอย่างอื่น เพียงแค่หมั่นสังเกตและปรับสมดุล เช่น
หากเอาแต่ลงมือทำ ไม่คิด ไม่รับรู้ และไม่ใช้ความรู้สึก การกระทำนั้นก็อาจไม่เกิดประโยชน์ที่แท้จริงหรือแม้กระทั่งส่งผลเสียโดยไม่รู้ตัว ไม่ไตร่ตรองไม่รู้ว่าทำสิ่งนั้นเพื่ออะไร ก็ปรับโดยคิดให้มากขึ้น รู้สึกให้มากขึ้น
หากรู้ตัวว่าขณะนี้คิดเยอะเกินจนไม่สมดุล อันอาจทำให้ปวดหัวได้ด้วย ก็คิดให้น้อยลง รู้สึกให้มากขึ้น และลงมือทำสักที
หากใช้ความรู้สึกนำไปกับทุกอย่างก็เหมือนปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือความคิดหรือเหตุผล หากจมอยู่ในความผิดหวังความเศร้าก็ก่อโรคทางใจได้ บางอย่างก็ต้องใช้ความรู้สึกนำ เช่น การร้องเพลงที่ในคอร์สนี้ร้องด้วยกันเช้าเย็น
หากคิดแล้วลงมือทำแต่ไม่รับรู้ความรู้สึกตัวเอง ก็คือไม่ฟังหัวใจตัวเอง ทำแต่ในสิ่งที่ควร ไม่ได้ทำในสิ่งที่หัวใจต้องการเลย ก็ทำให้ห่อเหี่ยว พลังชีวิตหดหาย หากทำแต่สิ่งที่หัวใจเรียกร้อง ก็อาจจะมัวทำแต่สิ่งที่สนุก ส่วนสิ่งที่ควรทำก็ไม่ได้ทำ จึงต้องรักษาสมดุลให้ดี
หากสามสิ่งนี้ไม่สมดุลก็ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้ และยังแนะนำด้วยว่าหากด้านไหนพร่องไปหรือมากไปจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร การเห็นตัวเองและรักษาสมดุลในสามอย่างนี้จึงสำคัญมาก รวมถึงเราต้องฝึกให้เห็นความสมดุลในตัวผู้ที่เราทำงานและผู้มาบำบัดด้วย
อยู่กับปัจจุบัน
อยู่กับปัจจุบัน เป็นหัวใจหลักนำพาให้ผู้เรียนประสบด้วยตัวเอง มีประสบการณ์ตรง เน้นให้ผู้เรียนพัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก ให้อยู่กับตัวเองก่อนที่จะลงลึกเรื่องบำบัดต่อไป ต้องพัฒนาตัวเองก่อนจึงจะช่วยผู้อื่น จึงเรียกว่า ‘ศิลปะบำบัดมนุษยปรัชญา’
เช่น ขณะระบายสี เท้าวางที่พื้น มีสติ การจัดของบนโต๊ะเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดตา ที่พื้นบริเวณโต๊ะเป็นระเบียบ โล่งตา บนโต๊ะมีเพียงอุปกรณ์ระบายสี วางกระดาษตรง ถัดจากกระดาษออกไปมีจานสี แก้วน้ำล้างพู่กัน และฟองน้ำ พู่กันวางบนผ้าขาวในด้านซ้ายหรือขวาที่แต่ละคนถนัด กระดาษเช็ดพู่กันวางไว้ข้างเดียวกัน ในห้องบำบัดหรือเวลาพาเด็กๆ ทำ ก็จัดให้เป็นระเบียบตามนี้ทุกครั้ง ความเป็นระเบียบนี้จะส่งผลต่อใจเด็กและผู้มาบำบัดด้วย หากจัดไม่เป็นระเบียบอาจพบว่า เด็กวิ่งวุ่นหรืออารมณ์แกว่งมากกว่าปกติ
รู้ในแต่ละขณะว่า ฝ่าเท้าเราแตะพื้น ทุกครั้งที่จะจุ่มสีจะต้องนำพู่กันจุ่มล้างในน้ำล้างพู่กันก่อน บีบขนพู่กันสองครั้ง ซับบนกระดาษ แล้วค่อยจุ่มสี หากขณะใดรู้ตัวว่าแขนเกร็งก็แค่คลาย เมื่อรู้ตัวว่ายกเท้าขึ้นมานิดหนึ่งก็วางเท้ากลับลงไปที่พื้น กังวลก็แค่เห็นความกังวลแล้ววาง ไม่วิพากษ์วิจารณ์ตัวเองต่อ
แยกให้ชัด
แยกให้ชัดว่านี่คือการฝึกปฏิบัติของเรา เป็นการทำงานศิลปะ ยังไม่ใช่ศิลปะบำบัด การวาดรูประบายสีกันในโมดูลแรกเป็นเพียงให้รู้และประสบกับตัวเองว่ามีเทคนิคอะไรบ้าง ส่วนในการบำบัดใช้แค่บางเทคนิคอย่างมีเหตุผลซึ่งเราพอจะรู้ได้ด้วยการประสบด้วยตัวเอง เมื่อเรามีประสบการณ์ด้วยตัวเองแล้วจึงจะเข้าใจผู้ที่มาบำบัดหรือเด็กๆ ที่เราพาทำและช่วยเหลือเขาได้อย่างแท้จริง
“Create moments of inner peace for yourself and in these moments learn to distinguish the essential from the inessential.”
“ขอให้สร้างช่วงเวลาหลายๆ ช่วง ให้กับความสงบภายในของตัวเอง และในช่วงเวลาเหล่านั้นขอให้แยกแยะสิ่งจำเป็นออกจากสิ่งไม่จำเป็น”
กฎหนึ่งเดียวที่รูดอล์ฟ สไตเนอร์ให้ไว้

















บทกวีทุกเช้าเย็น
“Into my will,
let there pour strength.Into my feeling,
let there flow warmth.Into my thinking,
let there shine light.That I may nurture this child
with enlightened purpose,Caring with hearts love,
And bringing wisdom into all things.”“ขอพลังหลั่งไหล
มาสู่จิตใจฉันขอความอบอุ่นหลั่งไหล
สู่ความรู้สึกของฉันขอให้แสงสว่างส่องประกาย
สู่ความคิดฉันขอให้ฉันได้ดูแลเด็กคนนี้
ด้วยจุดมุ่งหมายที่แจ่มชัดเอาใจใส่ด้วยหัวใจด้วยความรัก
และนำปัญญามาสู่ทุกสิ่ง”บทกวีเริ่มต้นและจบวัน อ่านโดยครูมอส
“Into my will, let there pour strength.
Into my feeling, let there flow warmth.
Into my thinking, let there shine light.
That I may nurture this child
with enlightened purpose,Caring with hearts love,
And bringing wisdom into all things.”“ขอพลังหลั่งไหล มาสู่จิตใจฉัน
ขอความอบอุ่นหลั่งไหล สู่ความรู้สึกของฉัน
ขอให้แสงสว่างส่องประกาย สู่ความคิดฉัน
ขอให้ฉันได้ดูแลเด็กคนนี้
ด้วยจุดมุ่งหมายที่แจ่มชัดเอาใจใส่ด้วยหัวใจด้วยความรัก
และนำปัญญามาสู่ทุกสิ่ง”บทกวีเริ่มต้นและจบวัน อ่านโดยครูมอส
กลั่น
ตลอดคอร์สนี้ ครูได้พาให้พวกเราทบทวนตัวเองอย่างจริงจังในหลายๆ ด้าน ผ่านคำถามที่ต้องตอบด้วยตัวเราเอง และผ่านเนื้อหาที่พาเราออกกว้างไปจากกรอบความคิดเดิม
ระหว่างเรียนได้ผ่านการทำซ้ำ มีความมั่นคงในกิจวัตร รู้ว่าตารางในแต่ละวันเป็นอย่างไร จะได้เรียนเรื่องอะไร เคารพกันและกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เป็นมนุษย์ที่พัฒนาได้ เหมือนต้นไม้ที่เติบโตเปลี่ยนแปลงไปในทุกวัน เมื่อมีอะไรพลาดไปก็ยิ้ม เพราะใจเปิดกว้าง ไม่ตำหนิกล่าวโทษ เพียงแค่ทำใหม่หรือฝึกฝน ช่วงสะท้อนทำให้ผู้เรียนต้องทบทวน กลั่นกรอง ร้อยเรียงออกมา ค่อยๆ ตกผลึกในขณะนั้นและหลังจากนั้น บางครั้งเอ่ยคำสะท้อนออกมาด้วยความไม่มั่นใจนัก ครูช่วยเสริมให้ ทำให้ผู้เรียนค่อยๆ กล้าพูด พาให้ตัวเองคิดได้อย่างอิสระในกรอบของความเคารพกันมากขึ้นด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้การเรียนของเราเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีอะไรให้พะวงหรือกังวลในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน และเป็นพื้นฐานที่ทำให้เราพัฒนาตัวเองได้อิสระอย่างแท้จริง
การได้ทบทวนตัวเอง ทำให้รู้ว่าจะทำอะไรเพราะอะไร มีอิสระในตัวเอง นำไปสู่การตั้งคำถามเองและเลือกเองได้ ไม่ปล่อยให้กรอบสังคมมาครอบคลุม แต่มีสติและปัญญาคอยควบคุม
เมื่อหมั่นฝึกฝนพัฒนาตัวเอง ทำให้รู้ชัดในตัวเอง อยู่อย่างรู้สึกตัว สำหรับภาคปฏิบัติในโมดูลนี้ เส้นเรื่องที่เรียงร้อยในการทำความรู้จักและฝึกฝนต่างๆ คือ ขณะปัจจุบัน รู้ตัว เห็นตัวเอง ทั้งกาย ใจ และอาจเห็นไปถึงจิตวิญญาณที่ขับเคลื่อนอยู่ในอีกมิติ ยิ่งฝึกยิ่งรู้ตัวก็ยิ่งคลายเป็น และเมื่อคลายเป็นวางเป็น จึงทำให้จิตใจโล่ง พาให้มีดวงใจแจ่มใส อันมองเห็นได้แจ่มชัดว่า เราจะเคลื่อนจากจุดนี้ไปอย่างไรต่อ พัฒนาอะไรได้อีกบ้าง เห็นคนตรงหน้าได้ชัดขึ้น มีช่องว่างพอให้ปัญญาญาณฉายส่องเข้ามา เกิดปัญญาว่าในขณะนี้จะทำอะไร การรู้นี้สามารถพัฒนาต่อไปได้โดยอาศัยการฝึกฝนและสัมมาทิฏฐิซึ่งจะคอยนำให้การฝึกฝนเป็นไปอย่างถูกทาง และเราสามารถฝึกฝนเพื่อเป็นคนที่พัฒนาขึ้นได้เรื่อยๆ
เพราะเด็กเล็กซึมซับไปถึงจิตวิญญาณภายในของเรา คงจะดีมากหากผู้ทำงานกับเด็กเป็นผู้มีเจตจำนงมุ่งมั่นพัฒนาตนให้สูงขึ้น รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งในห้องบำบัด ผู้ที่ทำงานด้วย และผู้คนต่างๆ รอบตัว
เพียรฝึกฝนและพัฒนาตัวเอง เพื่อให้เราพร้อมที่จะช่วยเหลือเด็กและผู้มาบำบัด และมีพลังชีวิตที่ดีที่จะช่วยผู้อื่นได้






